คิดสักนิดก่อนมาเรียนแพทย์ที่จีน

บอกเล่าเรื่องราวจากผู้ที่เรียนแพทย์ที่จีนจริงๆ

Month: มิถุนายน, 2012

คำเตือนสำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน

ที่มา/ผู้ประกาศ : ประชาสัมพันธ์
วันที่ : 18 มิ.ย 2555

คำเตือน
สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน
 

ด้วย ปัจจุบันมีผู้ที่สนใจไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ ในสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นจำนวนมาก แพทยสภาขอแจ้งให้ทราบว่า การรับรองหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในสาธารณรัฐประชาชนจีน แพทยสภามีมติรับรองหลักสูตร6ปี ที่มีการจัดการเรียนตลอดหลักสูตร ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน และรับรองโรงพยาบาลที่ใช้ในการเรียนการสอนระดับคลินิกเฉพาะที่ระบุมาในหลัก สูตรและอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้น

นักศึกษาต้องยื่นเรื่องให้แพทยสภารับรองหลักสูตรและสถาบันเป็นรายบุคคล เพื่อให้นักศึกษามีสิทธิสมัครสอบเพื่อรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรมในประเทศไทยได้

การรับรองหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตต่างประเทศ เป็นการรับรองเนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านปรีเมด ปรีคลินิก คลินิก และชั่วโมงเรียนรวมเป็นจำนวนหน่วยกิต โดยเทียบเคียงกับการรับรองหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในประเทศไทย แต่ทั้งนี้ไม่ได้รวมไปถึงการบริหารจัดการของสถาบัน

แพทยสภาจึงขอเตือนผู้ที่จะไปศึกษา ณ สาธารณรัฐประชาชนจีนได้รับทราบถึงปัญหาการเรียนเพื่อใช้ในการตัดสินใจและเตรียมตัวต่อไป ดังนี้<

  1. การ เรียนระดับปรีเมด ปรีคลินิก เป็นการบรรยายและฝึกปฎิบัติในห้องเรียนส่วนใหญ่ ต่างกับการเรียนหลักสูตรของประเทศไทยที่สอนผสมผสานสอดคล้องกับวิธีการ ประเมินขั้นตอนที่ 1 ของแพทยสภา นักศึกษาจะมีความยากลำบากในการสอบขั้นตอนนี้
  2. โรงพยาบาลทุกระดับใช้ภาษาจีนในการสื่อสารทั้งการอ่านการเขียนและเจรจาโดยเฉพาะ คนไข้ ญาติ แพทย์พยาบาลที่ดูแลประจำหอผู้ป่วย แม้มีล่ามช่วยแปลก็ตาม ทำให้เรียนไม่เข้าใจต้องลาออกกลางทาง หรือเมื่อสำเร็จการศึกษาไม่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ด้านคลินิกเพียงพออาจทำ ให้ไม่สามารถสอบเพื่อรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในไทยได้ นอกจากนั้นระบบเวชระเบียน ใบสั่งยาเกี่ยวกับคนไข้เป็นภาษาจีนทั้งหมดด้วย
  3. นักศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้แตกฉานเรื่องภาษาจีนในช่วงระดับคลินิกซึ่งจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มมากกว่าในหลักสูตรทั่วไป
  4. ปัจจุบัน นักศึกษากำลังศึกษาในระดับปีแรกๆที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ มีเพียงส่วนน้อยไม่ถึงสิบคนที่เริ่มขึ้นชั้นคลินิกและพบปัญหาการเรียนดัง กล่าวจนต้องลาออก
  5. ผลการประเมินขั้นตอนที่1 ของแพทยสภาสำหรับนักศึกษาที่มีสิทธิสมัครสอบทั้งหมดไม่ผ่านเกณฑ์
  6. ดังนั้น นักศึกษาจำเป็นต้องประเมินตนเองให้มากที่สุดก่อนการตัดสินใจ เพราะการเป็นแพทย์รักษาผู้ป่วยในประเทศไทยจำเป็นต้องสอบผ่านได้ใบประกอบ วิชาชีพเวชกรรมก่อน ซึ่งเป็นข้อบังคับสำหรับแพทย์ทุกคนทั้งที่จบในประเทศไทยหรือต่างประเทศ

http://www.tmc.or.th/detail_news.php?news_id=632&id=1

Advertisements

แพทยสภา ห่วงนักเรียนที่อยากเป็นแพทย์แล้วแห่ไปเรียนที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

ที่มา/ผู้ประกาศ : แพทยสภา
วันที่ : 14 มิ.ย 2555

แพทย์ หญิงประสบศรี อึ้งถาวร อุปนายกแพทยสภา ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการประชุมคณะกรรมการ แพทยสภา ครั้งที่ ๖/๒๕๕๕ วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ ว่า นักเรียนอยากศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ และนิยมไปศึกษาแพทยศาสตร์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายไม่แพงมากนัก และมีผู้ประสานงานรับดาเนินการเกี่ยวกับการสมัครศึกษาต่อให้อย่างสะดวก จึงขอฝากเตือนผู้ปกครองที่กาลังคิดส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในประเทศดังกล่าว ให้ศึกษาข้อมูลให้ละเอียดรอบคอบจากเว็บไซด์ของแพทยสภา (www. tmc.or.th) และวางแผนการเรียนล่วงหน้าก่อนตกลงใจสมัครไปศึกษา นอกจากนี้ตัวนักเรียนเองต้องมีความเชี่ยวชาญด้านภาษาจีนในระดับอ่านออก พูด และเขียนได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้หลักสูตรการเรียนการสอนในสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการบริหารจัดการที่ แตกต่างกัน โดยในระดับปรีคลินิกจะเป็นการสอนแบบบรรยายควบคู่กับการปฏิบัติการ ไม่ใช่การเรียนแบบผสมผสานเหมือนในประเทศไทย และแม้ว่าทางสถาบันจะแจ้งว่าเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ (English Program) แต่ในความเป็นจริงการเรียนการสอนเวชปฏิบัติในระดับคลินิกนั้นจะมีการใช้ภาษา จีนด้วยเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกับบุคลากรในโรงพยาบาล ผู้ป่วยและญาติ รวมทั้งภาษาที่ใช้ในการเขียนเวชระเบียนภายในโรงพยาบาล การสั่งยา ฯลฯ ซึ่งจะต้องใช้ภาษาจีนทั้งสิ้น ทาให้เกิดปัญหาคนไข้และญาติไม่สามารถสื่อสารกับนักศึกษาแพทย์ได้ เมื่อไม่เข้าใจภาษาก็ไม่สามารถวินิจฉัยและเรียนรู้แนวทางการรักษาโรคได้ ถึงแม้ว่าทางสถาบันจะจัดล่ามไว้ช่วยแปลภาษาให้ แต่มีจานวนไม่เพียงพอ ผลที่ตามมาก็คือนักศึกษาที่ไปเรียนไม่สามารถเรียนได้ต้องลาออกกลางคัน เสียเวลาและค่าใช้จ่าย ดังนั้น ผู้ปกครองและนักเรียนที่คิดจะไปศึกษาที่ประเทศดังกล่าว ควรจะต้องติดตามประเมินจากรุ่นพี่ที่ไปเรียนอยู่แล้วว่าประสบปัญหาอย่างไร และที่สถาบันใด โดยเฉพาะหากไปเพื่อกลับมาเป็นแพทย์รักษาในประเทศไทย จะต้องเข้าสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยควรเข้าสอบแต่ละขั้นตอนเป็นระยะ ๆ ทั้งนี้จากข้อมูลที่มีอยู่ที่แพทยสภาผลการสอบของนักศึกษาที่ไปเรียนแล้วกลับ มาสอบ ขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 ยังไม่ประสบความสาเร็จ

แพทย์ หญิงประสบศรี อึ้งถาวร ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ขณะนี้ แพทยสภาได้รับรองหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตและโรงพยาบาลที่ใช้ฝึกปฏิบัติงาน ชั้นคลินิก ของสาธารณรัฐประชาชนจีนไปแล้วจานวน ๑๓ แห่ง โดยการรับรองดังกล่าว พิจารณาจากโครงสร้างของหลักสูตร จานวนหน่วยกิต และรายวิชาที่มีการเรียนการสอนเทียบเคียงได้กับหลักสูตรแพทยศาสตร์ในประเทศ ไทย แต่ไม่สามารถลงลึกไปในเรื่องการบริหารจัดการเรียนการสอนของแต่ละสถาบันได้ ปัจจุบันมีนักศึกษาที่กาลังศึกษาอยู่และมาขึ้นทะเบียนไว้ที่แพทยสภาทั้งสิ้น ๓๔๙ คน อยู่ในระดับชั้นปีที่ ๑,๒ และ ๓ จานวน ๓๓๗ คน อยู่ในระดับปีที่ ๔,๕, และ ๖ จานวน ๑๒ คน มีนักศึกษาลาออกกลางคันในระดับปีที่ ๓ แล้วจานวน ๓ คน อย่างไรก็ตาม อาจจะยังมีนักศึกษาที่ไปเรียนแล้วแต่ไม่ได้มาขึ้นทะเบียนไว้ที่แพทยสภา หรือไปเรียนแล้วลาออกอีกจานวนมาก โดยที่ไม่ได้แจ้งให้แพทยสภาทราบ