คิดสักนิดก่อนมาเรียนแพทย์ที่จีน

บอกเล่าเรื่องราวจากผู้ที่เรียนแพทย์ที่จีนจริงๆ

การเรียนการสอนแพทย์ที่จีนไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด!

จะมีใครรับได้บ้างถ้า transcript ที่ออกมาเขียนชื่อรายวิชาผิดๆถูกๆหลายจุด
ไม่แจ้งรายละเอียดตัวบุคคลให้ครบ (ในกรณีนี้คือ passport ใช้ยืนยันตัวตน)
กับหลักสูตรที่เรียนจริงๆกับที่แจ้งไปทางแพทยสภาของไทยไม่ตรงกันเลย
โดยเฉพาะหน่วยกิตแบบประหลาดๆ
(เรียนหมอ แต่วิชาปีแรกภาษาจีน 32 หน่วยกิต แต่ชีวะ 1 หน่วยกิต เคมี 5.5 หน่วยกิต???)
จริงๆน่าจะไหวตัวทันตั้งแต่ปีแรกว่ามาเรียนหมอ ไม่ใช่เรียนเอกจีน

ข้องใจว่าแพทยสภารับรองหลักสูตรแพทย์ ในจีนได้ยังไง
ขอ transcript มาสามรอบแล้ว ผิดทุกรอบ รอบแรกไม่ใส่ passport ให้ (มันอ้างว่าดูชื่อเอาก็ได้)
รอบสองใส่ passport ให้แต่ชื่อกับเลขประจำตัวนักศึกษาเหมือนกับอีกคนหนึ่ง
และรอบสามที่เจอนี่รายชื่อวิชาผิดอื้อ (ทั้งที่สอนเป็นอังกฤษเนี่ยนะ)

ขึ้น ward ไปแต่ละครั้งแทบไม่ได้อะไรจากพวกมันนอกจากพกตำราส่วนตัวไว้อ่าน
เพราะแค่หลอกถามมันเนี่ยว่าเครื่องมื้อนี้เรียกว่าไร มันก็ตอบเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ (แค่ EKG เนี่ยนะ)
แล้วจะหวังให้มันบอกชื่อโรคยากๆหรืออธิบายเคสเป็นฉากๆได้น่ะเหรอ ฝันไปเถอะ

เหมือนเราเป็นฝ่ายไปสอนมันมากกว่าซะด้วยซ้ำ
แม้แต่หมอจีนก็เรียกชื่อโรคอังกฤษไม่ได้
เอกสาร Dx ทุกอย่างใช้ภาษาจีนเขียน
ในขณะที่ รพ บ้านนอกของไทยหมอก็ยังใช้ภาษาอังกฤษ

วีดีโอนี้เพื่อนอัดมาจากวิชาจักษุวิทยา เป็นการเรียนการสอนในระดับคลินิกแล้ว
แต่พูดอังกฤษได้…มาก มีบ่นเป็นภาษาจีนอีกนะ

ดูวิดีโอการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษอื่นๆของที่นี่ คลิก!!

คลินิกเมืองจีน

ไม่มีประตูปิดกะคนไข้นอนอยู่แบบนั้น ใต้ทีวี ไม่แยกห้อง ไม่มีฉากกั้น
วันนี้ไม่มีคนมานั่งสูบบุหรี่กะขากในห้องตรวจก็บุญแล้ว

ขนาด OPD ของแผนกสูติฯนะ มีแต่คนท้อง
มันก็สูบกันตรงนั้นแหละ อันนี้คลินิคในตัวเมืองนะครับ เทียบเท่าอำเภอเมืองในไทยอะครับ

ตอนแรกแอบน้อยใจ ไม่ได้ไปฝึกงานที่โรงบาลนี้
เพราะมองจาดข้างนอกดูสวยงามใหญ่โตอย่างที่คนจีนภูมิใจนักหนา
พอเข้าไปจะอวกแตก พอเข้าไปนึกว่าตลาดสด ห้องตรวจคนไข้ยืนรุมหมอ
เข้าแถวยาวยืดรอหน้าห้องตรวจ โรงบาลบ้านนอกไทยยังดูดีกว่า มีเก้าอี้ให้นั่ง นั่งรอเรียกคิว

แผนก pediatrics (ตรวจเด็ก)

ของใช้แล้วมันก็มากองๆไว้แบบนี้แหละ เจริญดี
ถึงน้ำเกลือที่ใช้แล้วเอามากองตรงที่คนไข้รอยืนเจาะให้น้ำเกลือ
แทนที่จะเอาไปทิ้งใส่ถังขยะติดเชื้อ คนจีนมันคิดอะไรของมันวางอย่างนี้

ถ้าดูไม่ผิด เลือดอะ สีแดงๆที่อยู่ก้นถึง เอามาวางกันกองใหญ่เลย

แผนก ER นี่ที่ไม่มีการเปลี่ยนผ้าปูเตียงนะครับ
คนไข้ก่อนหน้านี้จะเลือดออกหรืออ้วกแตกยังไง
คนต่อไปก็มานอนต่อนั่นแหละ
ป.ล. พยาบาลที่นี่ไม่เปลี่ยนถุงมือจนกว่าจะเปลี่ยนเวร

ขากลับจาก รพ บังเอิญเจอรถรับบริจาคเลือด ก็เลยขอดูความอนามัยของการเจาะเลือดที่นี่หน่อย
สิ่งที่เจอคือ
1. ใส่ถุงมือข้างที่สัมผัสคนไข้ข้างเดียว (แล้วจะใส่ทำไมวะ)
2. มือที่ใช้จับเข็ม มันไม่ใส่ถุงมือ
3. มือที่ใช้จับเข็ม มันก็จับถังขยะด้วย แล้วก็มาเจาะเลือดคนไข้ต่อ
4. หลังจากเจาะเสร็จ ไม่มีการล้างมืออะไรเลย
5. เปลี่ยนคนไข้ใหม่มา ทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีการล้างมือหรือเปลี่ยนเครื่องมืออะไรทั้งนั้น

ใส่ถุงมือข้างเดียวที่ใช้จับมือคนไข้ตอนเจาะเลือด
เพราะจะได้ไม่ต้องสัมผัสคนไข้ตรงๆ
ที่เด็ดกว่าผู้ชายเสื้อขาวข้างๆ เท่าที่ยืนดูไม่เคยเปลี่ยนถุงมือเลยอะ
แต่เขาใส่สองข้างนะ ส่วนสาวที่สวมถุงมือข้างเดียวรับไม่ได้ตรงที่เอามือไปยกถังขยะ
และก็กล่องชาสีแดงๆข้างหลังแล้วก็มาเจาะเลือดคนไข้ต่อ

เหตุเกิด ณ หน้าโรงพยาบาลที่คนจีนเชื่อกันว่าเป็น World Class Hospital (เด็กนั่งขี้หน้ารพ.)

(ขออนุญาตลบรูปไม่สุภาพ)

คำเตือนสำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน

ที่มา/ผู้ประกาศ : ประชาสัมพันธ์
วันที่ : 18 มิ.ย 2555

คำเตือน
สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน
 

ด้วย ปัจจุบันมีผู้ที่สนใจไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ ในสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นจำนวนมาก แพทยสภาขอแจ้งให้ทราบว่า การรับรองหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในสาธารณรัฐประชาชนจีน แพทยสภามีมติรับรองหลักสูตร6ปี ที่มีการจัดการเรียนตลอดหลักสูตร ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน และรับรองโรงพยาบาลที่ใช้ในการเรียนการสอนระดับคลินิกเฉพาะที่ระบุมาในหลัก สูตรและอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้น

นักศึกษาต้องยื่นเรื่องให้แพทยสภารับรองหลักสูตรและสถาบันเป็นรายบุคคล เพื่อให้นักศึกษามีสิทธิสมัครสอบเพื่อรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรมในประเทศไทยได้

การรับรองหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตต่างประเทศ เป็นการรับรองเนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านปรีเมด ปรีคลินิก คลินิก และชั่วโมงเรียนรวมเป็นจำนวนหน่วยกิต โดยเทียบเคียงกับการรับรองหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในประเทศไทย แต่ทั้งนี้ไม่ได้รวมไปถึงการบริหารจัดการของสถาบัน

แพทยสภาจึงขอเตือนผู้ที่จะไปศึกษา ณ สาธารณรัฐประชาชนจีนได้รับทราบถึงปัญหาการเรียนเพื่อใช้ในการตัดสินใจและเตรียมตัวต่อไป ดังนี้<

  1. การ เรียนระดับปรีเมด ปรีคลินิก เป็นการบรรยายและฝึกปฎิบัติในห้องเรียนส่วนใหญ่ ต่างกับการเรียนหลักสูตรของประเทศไทยที่สอนผสมผสานสอดคล้องกับวิธีการ ประเมินขั้นตอนที่ 1 ของแพทยสภา นักศึกษาจะมีความยากลำบากในการสอบขั้นตอนนี้
  2. โรงพยาบาลทุกระดับใช้ภาษาจีนในการสื่อสารทั้งการอ่านการเขียนและเจรจาโดยเฉพาะ คนไข้ ญาติ แพทย์พยาบาลที่ดูแลประจำหอผู้ป่วย แม้มีล่ามช่วยแปลก็ตาม ทำให้เรียนไม่เข้าใจต้องลาออกกลางทาง หรือเมื่อสำเร็จการศึกษาไม่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ด้านคลินิกเพียงพออาจทำ ให้ไม่สามารถสอบเพื่อรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในไทยได้ นอกจากนั้นระบบเวชระเบียน ใบสั่งยาเกี่ยวกับคนไข้เป็นภาษาจีนทั้งหมดด้วย
  3. นักศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้แตกฉานเรื่องภาษาจีนในช่วงระดับคลินิกซึ่งจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มมากกว่าในหลักสูตรทั่วไป
  4. ปัจจุบัน นักศึกษากำลังศึกษาในระดับปีแรกๆที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ มีเพียงส่วนน้อยไม่ถึงสิบคนที่เริ่มขึ้นชั้นคลินิกและพบปัญหาการเรียนดัง กล่าวจนต้องลาออก
  5. ผลการประเมินขั้นตอนที่1 ของแพทยสภาสำหรับนักศึกษาที่มีสิทธิสมัครสอบทั้งหมดไม่ผ่านเกณฑ์
  6. ดังนั้น นักศึกษาจำเป็นต้องประเมินตนเองให้มากที่สุดก่อนการตัดสินใจ เพราะการเป็นแพทย์รักษาผู้ป่วยในประเทศไทยจำเป็นต้องสอบผ่านได้ใบประกอบ วิชาชีพเวชกรรมก่อน ซึ่งเป็นข้อบังคับสำหรับแพทย์ทุกคนทั้งที่จบในประเทศไทยหรือต่างประเทศ

http://www.tmc.or.th/detail_news.php?news_id=632&id=1

แพทยสภา ห่วงนักเรียนที่อยากเป็นแพทย์แล้วแห่ไปเรียนที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

ที่มา/ผู้ประกาศ : แพทยสภา
วันที่ : 14 มิ.ย 2555

แพทย์ หญิงประสบศรี อึ้งถาวร อุปนายกแพทยสภา ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการประชุมคณะกรรมการ แพทยสภา ครั้งที่ ๖/๒๕๕๕ วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ ว่า นักเรียนอยากศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ และนิยมไปศึกษาแพทยศาสตร์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายไม่แพงมากนัก และมีผู้ประสานงานรับดาเนินการเกี่ยวกับการสมัครศึกษาต่อให้อย่างสะดวก จึงขอฝากเตือนผู้ปกครองที่กาลังคิดส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในประเทศดังกล่าว ให้ศึกษาข้อมูลให้ละเอียดรอบคอบจากเว็บไซด์ของแพทยสภา (www. tmc.or.th) และวางแผนการเรียนล่วงหน้าก่อนตกลงใจสมัครไปศึกษา นอกจากนี้ตัวนักเรียนเองต้องมีความเชี่ยวชาญด้านภาษาจีนในระดับอ่านออก พูด และเขียนได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้หลักสูตรการเรียนการสอนในสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการบริหารจัดการที่ แตกต่างกัน โดยในระดับปรีคลินิกจะเป็นการสอนแบบบรรยายควบคู่กับการปฏิบัติการ ไม่ใช่การเรียนแบบผสมผสานเหมือนในประเทศไทย และแม้ว่าทางสถาบันจะแจ้งว่าเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ (English Program) แต่ในความเป็นจริงการเรียนการสอนเวชปฏิบัติในระดับคลินิกนั้นจะมีการใช้ภาษา จีนด้วยเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกับบุคลากรในโรงพยาบาล ผู้ป่วยและญาติ รวมทั้งภาษาที่ใช้ในการเขียนเวชระเบียนภายในโรงพยาบาล การสั่งยา ฯลฯ ซึ่งจะต้องใช้ภาษาจีนทั้งสิ้น ทาให้เกิดปัญหาคนไข้และญาติไม่สามารถสื่อสารกับนักศึกษาแพทย์ได้ เมื่อไม่เข้าใจภาษาก็ไม่สามารถวินิจฉัยและเรียนรู้แนวทางการรักษาโรคได้ ถึงแม้ว่าทางสถาบันจะจัดล่ามไว้ช่วยแปลภาษาให้ แต่มีจานวนไม่เพียงพอ ผลที่ตามมาก็คือนักศึกษาที่ไปเรียนไม่สามารถเรียนได้ต้องลาออกกลางคัน เสียเวลาและค่าใช้จ่าย ดังนั้น ผู้ปกครองและนักเรียนที่คิดจะไปศึกษาที่ประเทศดังกล่าว ควรจะต้องติดตามประเมินจากรุ่นพี่ที่ไปเรียนอยู่แล้วว่าประสบปัญหาอย่างไร และที่สถาบันใด โดยเฉพาะหากไปเพื่อกลับมาเป็นแพทย์รักษาในประเทศไทย จะต้องเข้าสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยควรเข้าสอบแต่ละขั้นตอนเป็นระยะ ๆ ทั้งนี้จากข้อมูลที่มีอยู่ที่แพทยสภาผลการสอบของนักศึกษาที่ไปเรียนแล้วกลับ มาสอบ ขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 ยังไม่ประสบความสาเร็จ

แพทย์ หญิงประสบศรี อึ้งถาวร ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ขณะนี้ แพทยสภาได้รับรองหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตและโรงพยาบาลที่ใช้ฝึกปฏิบัติงาน ชั้นคลินิก ของสาธารณรัฐประชาชนจีนไปแล้วจานวน ๑๓ แห่ง โดยการรับรองดังกล่าว พิจารณาจากโครงสร้างของหลักสูตร จานวนหน่วยกิต และรายวิชาที่มีการเรียนการสอนเทียบเคียงได้กับหลักสูตรแพทยศาสตร์ในประเทศ ไทย แต่ไม่สามารถลงลึกไปในเรื่องการบริหารจัดการเรียนการสอนของแต่ละสถาบันได้ ปัจจุบันมีนักศึกษาที่กาลังศึกษาอยู่และมาขึ้นทะเบียนไว้ที่แพทยสภาทั้งสิ้น ๓๔๙ คน อยู่ในระดับชั้นปีที่ ๑,๒ และ ๓ จานวน ๓๓๗ คน อยู่ในระดับปีที่ ๔,๕, และ ๖ จานวน ๑๒ คน มีนักศึกษาลาออกกลางคันในระดับปีที่ ๓ แล้วจานวน ๓ คน อย่างไรก็ตาม อาจจะยังมีนักศึกษาที่ไปเรียนแล้วแต่ไม่ได้มาขึ้นทะเบียนไว้ที่แพทยสภา หรือไปเรียนแล้วลาออกอีกจานวนมาก โดยที่ไม่ได้แจ้งให้แพทยสภาทราบ

 

จดหมายถึงทุกท่านที่กำลังตัดสินใจเรียนแพทย์ที่จีน

ถึงบุคคลทีเกี่ยวข้องและเพื่อนร่วมคณะชาวไทยทุกคน

ผมทราบดีว่าขณะนี้คงมีหลายๆคนไม่พอใจในสิ่งที่ผมกระทำกับทางมหาวิทยาลัย

ผมไม่ถือโทษโกรธคำพูดที่พวกคุณต่อว่าผม เพราะคุณเองก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นเช่นกัน

แต่ก่อนที่จะตัดสินผม ผมหวังว่าพวกคุณจะมีจุดยืนที่ชัดเจน

มีข้อมูลมากพอก่อนที่จะพูดอะไรออกมาและพิจารณาว่ามันเป็นผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน

ผมไม่ได้มีอคติกับทางมหาวิทยาลัยเป็นการส่วนตัวหรือจ้องที่จะจับผิด

ที่ผมทำเพราะว่าผมต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนักศึกษาแพทย์ไทยใน Huazhong University

of Science and Technology ณ เมือง Wuhan ประเทศจีน ผมกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นปีสี่ในหลักสูตร

MBBS ซึ่งผมก็มีประสบการณ์และรู้เรื่องราวต่างๆมากพอเกี่ยวมหาวิทยาลัยแห่งนี้

ผมไม่ต้องการให้คนอื่นๆเผชิญประสบการณ์อันเลวร้ายอย่างที่ผมเคยมี

การถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้คือสิ่งที่ผมพยายามจะช่วยพวกคุณ

ผมได้รับข้อความที่กล่าวหาว่าผมติการสอนของมหาวิทยาลัยเพราะว่าผมไม่เรียนศัพท์ภา

ษาจีนทางการแพทย์อย่างจริงจัง และบางคนบอกว่าเพราะว่าเรามาเรียนอยู่ในประเทศจีน

ก็ไม่ควรมาคาดหวังเรื่องภาษาอังกฤษในห้องเรียน ด้วยเหตุฉะนี้ ผมจึงอยากจะชี้แจงให้ทุกๆได้ทราบว่า

ในเอกสารตอบรับการเข้าเรียนของทางมหาวิทยาลัย (admission letter)

เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าหลักสูตรนี้เป็นภาษาอังกฤษ เริ่มตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปี 2014

ซึ่งผมเองก็ไม่ได้หวังว่าอาจารย์จะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วหรือสมบูรณ์แบบ

แต่อย่างน้อยก็ควรจะเรียกศัพท์ทางการแพทย์ได้อย่างถูกต้อง

ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดในห้องเรียนวิชาจักษุวิทยาที่วิทยาลัยแพทย์ Tongji

อาจารย์ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการได้ หลายครั้งที่เขาพูดคำว่า

Cornea เป็น Korea (ถ้าในภาษาไทยก็คือพูดคำว่ากระจกตาเป็นเกาหลี ในภาษาอังกฤษก็เช่นกัน

หากคุณเป็นนักเรียนอเมริกันก็จะได้ยินเช่นนั้น) ซึ่งทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไปโดยสิ้นเชิง

อาจทำให้นักเรียนไทยสับสนและเรียนรู้อะไรหลายสิ่งหลายอย่างมาผิดๆได้

ผมไม่ได้คาดหวังว่าอาจารย์จะไม่มีข้อบกพร่อง แต่อย่างน้อยเขาควรจะมีข้อมูลที่ถูกต้องให้กับนักศึกษา

และเมื่อเทียบกับค่าเทอมที่เราต้องจ่ายให้กับทางมหาวิทยาลัย

เราสมควรที่จะได้รับการเรียนการสอนจากบุคลากรที่มีคุณภาพมากกว่านี้

ผมเองก็ไม่ใช่นักศึกษาที่ดีเลิศ และผมก็ยอมรับว่าผมเรียนตกถึง 3 วิชา

ผมมีจุดอ่อนของผมเองที่คุณอาจจะมองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมคิดแง่ลบกับทางมหาวิทยาลัย

และไม่ว่าการสอนจะเป็นภาษาอังกฤษ จีนหรือแม้แต่สองภาษา

ถ้าไม่หมั่นทบทวนบทเรียนให้ดียังไงก็ไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้

ผมไม่ได้เน้นไปที่สื่อการเรียนการสอนที่ใช้ในห้องเรียนมากนัก แต่การที่เราจะเป็นแพทย์ได้ในอนาคต

เราควรที่จะคุ้นเคยกับการใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษทางการแพทย์ที่ถูกต้อง

เพราะเมื่อที่เราต้องกลับไปฝึกงานในไทย เราจะไม่ได้ใช้ภาษาจีนอีก

โดยเฉพาะการเขียนประวัติคนไข้และการวินิจฉัย

ซึ่งเราจะใช้ภาษาไทยผสมกับอังกฤษในบางครั้งและถ้าเป็นทางการจะต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด

ถึงแม้ว่าเราจะเข้าใจภาษาจีนทางการแพทย์ สามารถให้การวินิจฉัยโรคเป็นภาษาจีนได้ถูกต้อง

แต่หากไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษหรือไทยได้ก็คงไม่มีประโยชน์

เพราะการสอบใบประกอบวิชาชีพฯก็ใช้ภาษาไทยและอังกฤษในการสอบ

แต่ถ้าแพทย์คุ้นเคยแต่กับภาษาจีนและไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ

โอกาสที่จะสอบใบประกอบวิชาชีพฯผ่านก็คงลำบากขึ้น

ผมทราบว่าหลายๆคนคงไม่เห็นด้วยกับความคิดของผม แต่ผมก็ยังเคารพความคิดของคุณ

สำหรับคนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมกล่าวมา ผมหวังว่านี่จะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อคุณ

ขอให้นี่เป็นการโต้ตอบครั้งสุดท้าย ผมเองก็ได้ตัดสินใจไปเรียนต่อที่ประเทศอื่น

สำหรับคนที่ยังเรียนอยู่ต่อที่ HUST หวังว่าจะประสบความสำเร็จในสายอาชีพ

รวมถึงคนที่ตัดสินใจว่าจะย้ายเช่นกัน

สำหรับคนที่คิดจะมาเรียนต่อในต่างประเทศ ผมแนะนำว่า

ไม่ควรเชื่อโฆษณาที่บริษัทตัวแทนทางการศึกษามากนัก

เพราะส่วนใหญ่แล้วบริษัทเหล่านี้คำนึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง

ไม่เคยคำนึงถึงคุณภาพของโรงเรียนหรือความเป็นจริงบางอย่างที่นักเรียนจะต้องพบเจอ

มันก็คือธุรกิจทางการศึกษา ถ้าต้องการที่จะหาสถานที่เรียน

ยิ่งถ้าเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหม่หรือไม่เคยมีใครเคยจบจากที่มีมาก่อน ขอให้ไปดูให้เห็นกับตาด้วยตัวเอง

ทั้งโรงเรียน และโรงพยาบาลที่ใช้ในการเรียนการสอน ศึกษาหาข้อมูลของมหาวิทยาลัย

และประเทศนั้นๆให้ดีเสียก่อน ยกตัวอย่าง การสอบแข่งขันของเด็กไทยกันเองในโรงเรียน

อัตราการสอบผ่านใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม การยอมรับของโรงเรียน

และจำนวนของผู้ที่ประสบความสำเร็จ เมื่อจบจากที่นั่น

จะให้ดีกว่านั้น ขอให้สมัครเรียนและส่งเอกสารไปด้วยตนเอง อาจจะเสียเวลา

มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นไปบ้างแต่อย่างน้อยก็มั่นใจได้กับอนาคตที่เราเลือกเดิน

และในกรณีของการมาเรียนแพทย์

โรงพยาบาลที่ในการสอนระดับคลินิกก็สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของมหาวิทยาลัยเองด้วย

ผมอยากให้ผู้ปกครองและน้องๆได้รับข้อมูลที่เป็นความจริงและถูกต้อง

เผื่อที่ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าเรารับสภาพความเป็นจริงที่เราจะต้องเผชิญได้หรือไม่

และขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” ครับ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

K. M.

นักศึกษาแพทย์หลักสูตร MBBS ชั้นปีที่ 4

mbbs china เรียนแพทย์ที่จีน